Author: Jeffery Jennings

การศึกษาพัฒนาหรือไม่ ทำไมเด็กไทยเรียนแย่ลง

ว่าด้วยเรื่องของรูปแบบการศึกษา หากเราเปรียบเทียบสมัยก่อนกับสมัยปัจจุบันเรียกว่ามีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงซึ่งหากจะบอกว่าเวลา 40 50 ปีที่ผ่านไปอาจจะทำให้อะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไปซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าหากเรานำเรื่องการศึกษามาเปรียบเทียบกันเรามักจะพบว่าการศึกษาของคนไทยในสมัยยุค Baby boomer ที่มีการเรียนแค่ ป. 7 หรือ ป.4 แต่มักจะมีการเปรียบเทียบว่าปอ 4 สมัยก่อนมีความรู้ความสามารถมากกว่าปริญญาตรีสมัยนี้ด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะในสมัยก่อนรูปแบบของสังคมการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยียังไม่พัฒนาเหมือนสมัยนี้ซึ่งข้อแตกต่างคือในรุ่นคุณพ่อคุณแม่หรือยุค Baby boomer มีการเรียนการสอนอย่างจริงจังโดยที่เรายังไม่มีเครื่องมือที่เรียกว่ามือถือ Smartphone และเกมเข้ามาในชีวิตทำให้คนในยุคก่อนมีกิจกรรมเพียงอย่างเดียวและสิ่งนั้นคือเรียยนและทำงาน

ในยุคปัจจุบันกลับพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างพัฒนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีเรามีอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารมีการพัฒนาทุกๆด้านแต่ในส่วนของการศึกษาและเรื่องของผู้คนกับถอยลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการศึกษาและความมีจริยธรรมคุณธรรมของผู้คนหรือเยาวชนยุคใหม่

อย่างที่เราจะเห็นกันได้ชัด คือเรื่องของการศึกษาไทยที่พบว่าผลการเรียนของเด็กอ่อนลงมากอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปแต่ทำให้เราหลายคนกลับไปใช้เทคโนโลยีนั้นในทางที่ผิดเด็กมีการเล่นเกมมากขึ้นสังคมไทยกลายเป็นสังคมก้มหน้าแม้แต่เด็กอนุบาลยังพกมือถือไปโรงเรียนทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกสบายในการติดต่อกับผู้ปกครองเป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันนี้สิ่งต่างๆเหล่านี้ ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด ผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้เด็กดูการ์ตูนในขณะที่ตัวเองกำลังทำงานทั้งนี้ก็เพื่อตัดความรำคาญหรือไม่มีวันเวลาในการสอนการบ้านแม้กระทั่งสิ่งที่เรามักจะพบเสมอคือหลายๆบ้านมักจะให้ลูกกินข้าวไปพร้อมกับการดูมือถือดูการ์ตูนและเล่นเกมเพราะไม่อย่างนั้นแล้วเด็กก็จะไม่ยอมทานข้าวเป็นต้น

เมื่อเทคโนโลยีถูกนํามาใช้ในทางที่ผิดเราจึงพบว่าความสนใจของเด็กที่มีต่อเรื่องของเกมมากกว่าเรื่องของการเรียนเด็กให้ความสำคัญกับความบันเทิงในโลกออนไลน์มากกว่าการศึกษาหาความรู้ใส่ตัวและการพัฒนาตัวเองสิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขแม้กระทั่งจากครูอาจารย์หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุดดังนั้นการพัฒนาการศึกษาไทยคือการที่พ่อแม่จะต้องพัฒนารูปแบบการเลี้ยงดูทุ่มเทเวลาให้กับเด็กมากกว่าทุ่มเทเวลาในการทำงานหาเงินซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ให้กับเด็กเล่นจะเป็นการดีกว่าและช่วยพัฒนาการศึกษาไทยได้อีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง 

อาวุธลับช่วยเรื่องเรียน ไอแพดหรือสมุดดีนะ ?

            นักศึกษาหลายคนคงคิดหนักว่าควรจะใช้อะไรในการจดบันทึก Short Note ดี ระหว่างไอแพดหรือสมุด จะซื้อไอแพดราคาก็สูงสำหรับคนงบน้อย จะใช้สมุดก็ลำบากไม่สะดวกพกพาไปอ่านไหนต่อไหน วันนี้เรามาวิเคราะห์ประเด็นนี้กันอย่างละเอียดด้วยกันว่าควรเลือกเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนแบบไหนที่เหมาะกับเรา!

            อันดับแรกเลยเรามาฟังข้อดีของไอแพดกันก่อนว่ามีคุณสมบัติอะไรบ้างที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียน ซึ่งมีดังนี้

  • พกไอแพดเครื่องเดียวเหมือนพกหนังสือหลายพันเล่ม!
  • แก้ปัญหาการจดไม่ทัน เพราะสามารถถ่ายภาพหรือโหลดเอกสารการสอนของอาจารย์มาเขียนในไอแพดได้
  • มีแอพพลิเคชั่นต่างๆที่ช่วยในการเขียน เช่น GoodNotes หรือ Notability เป็นต้น
  • อ่านหนังสือได้ง่าย จะโหลดมาอ่านกี่เล่มก็ได้
  • พกพาไปไหนสะดวก

ในขณะที่สมุดมีข้อดีดังนี้ เมื่อเทียบกับไอแพด

  • สามารถพกพาไปไหนได้สะดวกหากเป็นสมุดเล่มเล็ก
  • ไม่มีวันแบตหมด!
  • หยิบมาอ่านได้ทุกเมื่อ
  • กลายเป็นของสะสมไม่มีวันสูญหายหากคุณรักษาดีๆ จะสะสมเท่าไหร่ก็ได้ไม่มีวันความจำเต็มเหมือนไอแพด!
  • ราคาถูก!

จากข้อดีข้างต้นที่กล่าวมา เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วเราจะเห็นว่าทั้งไอแพดและสมุดมีความสะดวกสบายและมีข้อดีต่างกัน แต่ถ้าต้องเลือกตามยุคสมัย โดยเฉพาะสำหรับนักเรียน/นักศึกษา ขอแนะนำเป็นไอแพดค่ะ เหมาะกับการจดเร็วๆ ให้ทันทอล์กของอาจารย์ แถมยังเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลได้ทันที เมื่อสงสัยว่าเนื้อหาตรงนี้เชื่อมโยงกับอะไรบ้าง คุณก็จะสามารถหาคำตอบได้โดยการค้นในอินเตอร์เน็ต ส่วนสมุดนั้นถามว่ายังจำเป็นอยู่ไหม ตอบได้เลยว่าจำเป็นค่ะ ถ้าไอแพดแบตหมดหรือเกิดเสียหายขึ้นมาอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุหรืออะไรก็ตามแต่ สมุดนี่แหละค่ะที่จะช่วยคุณเบันทึกเนื้อหา

อย่างไรก็ตามการเลือกใช้สมุดหรือไอแพดนอกจากจะขึ้นอยู่กับข้อดีและคุณสมบัติที่มีแล้วยังขึ้นอยู่กับงบที่คุณมีด้วย การเลือกซื้อสิ่งของคุณต้องประมาณตนถึงความจำเป็น ความไม่เดือดร้อนหากเสียเงินก้อนนี้ไป ความคุ้มค่า ตลอดจนอุปนิสัยและความชอบของคุณในการจดบันทึก หากคุณชอบบันทึกเรื่องราวใส่สมุดกลายเป็นหนังสือดีๆสักเล่ม คุณก็เลือกสมุดค่ะ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องตามเทรนด์ให้ตัวเองไม่สบายใจ แต่หากคุณชอบไอแพดเพราะความสะดวกสบายและเครื่องมือตกแต่งครบครัน ก็แนะนำเลย สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะเลือกอะไรขอให้คำนึงถึงความจำเป็นเป็นหลัก และใช้มันอย่างสร้างสรรค์เหมาะกับตัวเองก็พอค่ะ

การศึกษานั้นสำคัญไฉน ความจำได้สำคัญยิ่งกว่า

เรียนไปแต่จำไม่ได้ คุณจะทำอย่างไร? อันดับแรกคงรู้สึกเสียดายและโทษตัวเองที่ไม่หมั่นทบทวนความรู้ที่มี แต่ใครมันจะทบทวนได้ทุกวี่วันละจริงไหม เพราะเราทุกคนมีตัวขี้เกียจอยู่ในตัวเอง แต่มันจะมีเทคนิคไหนไหมหนอที่จะช่วยให้เราจำความรู้เหล่านั้นได้ วันนี้เรามาหาคำตอบกัน!

จากเรื่อง เทคนิคอ่านยังไงให้ไม่ลืม ที่จิตแพทย์อยากบอกคุณ เป็นหนังสือแปลจากสำนักพิมพ์ WE LEARN เขียนโดย คะบะซะวะ ชิอง ผู้เขียนได้แชร์วิธีการอ่านของท่านที่เป็นนักอ่านตัวยงสั้นๆเข้าใจง่ายไว้ว่า “อ่านสั้นๆและพักสั้นๆ จดโน้ต และถ่ายทอด” วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่คุณอ่านมากขึ้น คุณจะมีกระบวนการเรียนรู้ (=อ่าน) ผ่อนคลาย (=พัก) ทำความเข้าใจ (=จดโน๊ต) ทบทวน (=ถ่ายทอด) เมื่อทำสิ่งเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมา จะช่วยให้คุณเข้าใจบทเรียนนั้นๆ ได้อย่างถ่องแท้อีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อนผ่านการถ่ายทอดสู่กันฟัง ทำให้ความรู้ของคุณแตกแขนงเพิ่มมากขึ้น

เช่นเดียวกับหนังสือเรื่อง อ่านเร็วเข้าใจไม่มีวันลืม เขียนโดย Mark Tigchelaar  ในหนังสือได้แนะนำให้เราอ่านเร็วๆ เพราะสมองคนเราประมวลผลข้อมูลได้ 800-1400 คำต่อนาที คุ้นๆ ไหมว่ามันค่อนข้างสอดคล้องกับการแนะนำของ คะบะซะวะ ชิอง อยู่บ้าง ซึ่งหลายๆคนมีความเข้าใจผิดกันมากว่าการอ่านให้เยอะๆ ถึงจะจำได้เยอะ แต่ความจริงไม่ใช่ การอ่านสั้นๆ บ่อยๆต่างหากที่ทำให้สมองเกิดการรับรู้ได้ดีกว่า

นอกจากนี้ Mark Tigchelaar ยังแนะนำอีกว่าไม่ควรทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เพราะจะทำให้เราใช้งานสมองหนักโดยไม่รู้ตัว และอาจนำพาซึ่งสาเหตุที่คุณจำอะไรไม่ได้ และยังแนะนำอีกว่าควรจำเป็นภาพ อ่านคำนำ สรุป และรีวิวของผู้อื่น จะทำให้คุณเข้าใจเนื้อหาได้ดีมากขึ้น และอย่าลืมให้สมองได้ผ่อนคลายบ้าง ข้อนี้สำคัญมากเลยทีเดียว เพราะถ้าสมองทำงานหนักมากไปจะทำให้ประสิทธิภาพมันลดลงได้

จากข้อมูลข้างต้นสำคัญกับการศึกษาอย่างไร? สำคัญในเชิงปฏิบัติตรงที่คุณสามารถนำเทคนิคเหล่านี้มาปรับใช้กับชีวิตประจำวันของคุณได้ หากเป็นวัยเรียน คุณสามารถนำเทคนิคนี้มาปรับใช้ในการอ่านหนังสือสอบ หรือเป็นวัยทำงาน คุณสามารถนำเทคนิคนี้มาปรับใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลในการทำงาน เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการทำงานก่อนพรีเซนต์กับเจ้านาย ขณะเดียวกันหากคุณเริ่มทำธุรกิจ แน่นอนว่าคุณต้องศึกษาหาข้อมูลก่อนเริ่มลงมือทำ ดังนั้นกระบวนการที่กล่าวมาข้างต้นก็สามารถช่วยคุณเรียบเรียงความคิด จัดลำดับความสำคัญและช่วยให้คุณเรียนรู้ธุรกิจของคุณได้ดีนั่นเอง